Jump to content

ประวัติวันคริสต์มาส + ประวัติซานต้าครอส


4 replies to this topic

#1
minnie

    เซียนกุ๊กเกิ้ลงั่มๆ

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • 7411 posts
  • Location:Bangkok
วันคริสต์มาสใกล้เข้าแล้ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี บ้านช่องร้านค้าต่างก็ติดไฟกันอย่าง
สว่างไสว ต้นคริสต์มาสเริ่มทะยอยติดตั้งประดับประดาไปด้วยสิ่งสวยงามและของขวัญตามบ้านและสถาน
ที่ต่างๆ เสียงเพลงก็เริ่มดั่งกระหึ่มไปทั่วผ่านสื่อต่างๆและร้านค้าก็เริ่มคึกคักเต็มไปด้วยผู้คนจับจ่ายซื้อ
ของขวัญให้กันและกัน แถมอากาศก็เป็นใจลมหนาวเริ่มเข้ามา หิมะมีให้เห็นตามที่ต่างๆ ...นี่แหละ บรรยากาศแห่งความรักความสว่างที่เข้ามาในโลกนี้


วันคริสต์มาสนั้นเริ่มแรกมาจากภาษาลาตินสองคำ คือคำว่า Christ และ missa(mass) หมายถึงการ เฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูคริสต์ ในครั้งนั้นกรุงโรมหรือชาวโรมันซึ่งอยู่ในราว ในศตวรรษที่สอง เริ่มรับเอาศาสนาคริสต์เข้ามาเป็นศาสนาประจำชาติ ดังนั้นจึงมีการฉลองรื่นเริงเพื่อต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ
ิด้วย ซึ่งตรงกับวันที่ 17-19 ธันวาคมของทุกปี มีการเลี้ยงเต้นรำกันอย่างสนุกสนานตามประเพณีใน
สมัยนั้น เป็นเรื่องมหัศจรรย์เรื่องหนึ่งซึ่งครั้งแรกนั้นมหาจักรพรรดิ์โรมัน ชาติมหาอำนาจที่สุดของโลก
ในเวลานั้น ครั้งหนึ่งเคยข่มแหงชาวอิสราเอล ขนาดยอมให้กษัตรย์เฮโรดผู้สั่งประหารทารกไร้เดียงสา
จำนวนมากในเมืองเบธเลเฮม และสั่งประหารชีวิตพระเยซูอย่างโหดเหี้ยมทารุณที่สุดโดยตรึงบนไม้
กางเขน แต่ตอนหลังกลับมาสยบต่อ พระคริสต์ซึ่งเป็น “มหาจักรพรรดิแห่งจิตวิญญาณ”อย่างสิ้นเชิง
ต่อมาก็มี บิชอปเทเรสโฟรัสแห่งกรุงโรม ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันเฉลิมฉลอง การประสูติ ิของพระเยซูคริสต์เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 129 โดยได้มีวิธีทำ มิชา ( Missa)หรือ Massในโบสถ์ และ
เรียกพิธีนี้ว่า Christ-Mass โดยประกาศไปยังแคว้นต่างๆในจักรวรรดิ์โรมันอันกว้างใหญ่ไพศาล ให้คน
ในปกครองของโรมัน ถือปฎิบัติโดยทั่วกัน ต่อมาคำว่า Christ-Mass ได้กลายมาเป็น Christmass หรือ
คริสต์มาส จนถึงปัจจุบันนี้


ในคืนวันประสูตินั้น มีทูตสวรรค์จากฟ้าลงมาร้องเพลงอวยพร ตามธรรมเนียมของยิวโบราณ เมื่อมีทารก
เกิดใหม่ในหมู่บ้าน บรรดานักร้องนักดนตรีซึ่งเป็นเพื่อนบ้านจะมาชุมนุมกันร้องเพลง ขับกล่อมอวยพร แก่ทารกและแสดงความยินดีกับครอบครัวของเขา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับยิวในธรรมเนียมปฎิบัติ
ิเช่นนี้ แต่ที่พิเศษคือผู้มาร้องเพลงขับกล่อมพระกุมารนั้นมิใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นทูตสวรรค์ จึงเกิด ธรรมเนียมร้องเพลงประสานเสียง (Christmas Carols)และการร้องเพลงอวยพรตามบ้าน (Carolling)

การที่นักปราชญ์สามคนจากทิศตะวันออก ติดตามดาวประหลาดมา และถวายบรรณาธิการแก่พระกุมาร
ด้วย ทองคำ กำยาน และมดยอบ จึงเป็นธรรมเนียมการมอบของขวัญวันคริสต์มาสให้แก่กัน ดังนั้น เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเทศกาลแห่งการให้ โดยไม่เลือกฐานะยากดีมีจนและชนชั้นแต่ประการใด
(บรรณานุกรม Joy to the world โดย ถนอม ปินตา)
“นางจะให้กำเนิดบุตรชาย จงตั้งชื่อกุมารนั้นว่า ‘ เยซู ’ เพราะว่าพระองค์จะทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้พ้นจากความผิดบาปของเขา”
มัทธิว 1:21 ( IBS)

Credit : หนังสือพิมพ์ สยามมีเดีย ธันวาคม 13, 2002
โดย...ปีเตอร์ ปัญญาชน


ต่อด้วย : ประวัติความเป็นมาของซานตาครอส


ซานตาครอสอาศัยอยู่ในเขตประเทศ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้คือ ประเทศตุรกีซึ่งไม่มีใครรู้เรื่อง ที่เกี่ยวกับเขามากนัก มีแต่เรื่องที่เขาได้ทำการ ช่วยเหลือแก่เด็ก ที่ต้องการความช่วยเหลือ หลังจากที่เขาตายได้หลายปีแล้ว ได้ยกย่องให้เป็นนักบุญ ซึ่งในเวลานั้น เขาเป็นนักบุญ ที่ให้ความ อุปถัมภ์ต่อเด็กๆ ในปัจจุบันนี้วันท ี่ท่านได้เสียชีวิตลงนั้น ถือว่าเป็นวันสำคัญ ของคนยุโรปบางประเทศ ซึ่งตรงกับวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งก่อนที่จะถึงวันที่ 6 ธันวาคม ของทุกๆปีเด็กๆ จะนำถุงเท้ามาห้อยไว้ และในตอนเช้า พวกเขาจะรีบไปดูว่า นักบุญนิโคลลัดนั้น ให้อะไรแก่เขา นักบุญนีโคลลัดนั้น จะไปยังเมืองต่างๆ เป็นผู้นำขบวนพาเหรด พูดคุยกับเด็กๆ และให้ของขวัญแก่เด็กๆ เขาจะ แต่งตัวเหมือน บาทหลวง ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า จะต้องเป็นเสื้อสีแดง มีผ้าผูกเอวสีขาว และใส่หมวกที่ปลายแหลม

SILENT NIGHT

มีที่มาจากเพลงภาษาเยอรมันที่ชื่อว่า Stille Nacht ประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1818 โดยหลวงพ่อ Joseph Mohr และ Franz Gruber นักออร์แกนประจำโบสถ์ในแคว้นบาวาเรีย แต่งขึ้นสดๆให้ชาวบ้านร่วมร้องกันในคืนคริสต์มาส เพราะออร์แกนในโบสถ์เกิดชำรุด จึงเป็น"คืนสงัด" ไร้เสียงเครื่องดนตรี มีแต่เสียงคนร้องเพลงประสานกันเท่านั้น

ในจำนวนเพลงที่ใช้สำหรับงานคริสต์มาสมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ไม่มีเพลงใดจะเป็นที่นิยมมากไปกว่าเพลง SILENT NIGHT ความไพเราะทำให้แพร่หลายไปทั่วโลก แต่ละประเทศต่างใส่เนื้อเพลงเป็นภาษาของตน เนื้อร้องในภาษาอังกฤษดูจะเป็นที่รู้จักดีกว่าเพื่อน จนคนแทบจะลืมว่าต้นกำเนิดของมันเป็นภาษาเยอรมัน

มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารสองฝ่ายยึดพื้นที่ตรึงกำลังกันนานนับปีในสนามเพลาะ ในค่ำคืนวันคริสต์มาสที่หนาวเหน็บ ทหารเยอรมันและทหารพันธมิตรต่างฝ่ายต่างร้องเพลงนี้ขึ้นมาประสานเสียงกัน จึงหยุดรบชั่วคราว กลายเป็นมิตรขนาดเดินมาแลกของขวัญกันได้ที่แดนสมรภูมิตรงกลางระหว่างสองค่าย ที่เรียกกันว่า NO MAN's LAND

ในศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการบันทึกแผ่นเสียง SILENT NIGHT ก็ยังครองอันดับหนึ่งทั้งในจำนวนการบันทึกแผ่นและยอดขายควบคู่ไปกับเพลง WHITE CHRISTMAS ซึ่งแต่งขึ้นในยุคเพลงป๊อป

Quote:

Stille Nacht, heilige Nacht
Alles schläft, einsam wacht
nur das traute hoch-heilige Paar.
Holder Knabe im lockigen Haar,
schlaf in himmlischer Ruh',
schlaf in himmlischer Ruh'

Stille Nacht, heilige Nacht
Hirten erst kund gemacht,
Durch der Engel Hallelija
Tönt es laut von fern und nah,
Christ der Retter ist da!

Stille Nacht, heilige Nacht
Gottes Sonh, o wie lacht
Lieb' aus deinem göttlichen Mund,
Da uns schlägt die rettende Strund',
Christ, in deiner Geburt.

เมื่อเพลงนี้ดังขึ้นทุกท่านที่มาความเชื่อโปรดขอพรอธิฐาน เป็นความรู้สึกที่ดีม๊ากกเลยที่ฟังเพลงนี้ค่ะ


WHITE CHRISTMAS

เพลงยอดนิยมในเทศกาลคริสมาส มียอดขายสูงกว่าเพลงคริสต์มาสใดๆ และเหนือกว่าเพลงประเภทอื่นๆที่เคยบันทึกแผ่นเสียงมาทั้งหมด ไม่มีเพลงใดในโลกมียอดขายเกินกว่าเพลง WHITE CHRISTMAS

ที่น่าแปลกก็คือ Irving Berlin ผู้แต่งเพลงนี้ไม่ใช่ชาวคริสต์ แต่เป็นอเมริกันเชื้อสายยิวรัสเซีย แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Holiday Inn ในปี ค.ศ. 1942

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่นิยมมาก จนกระทั่งมีผู้นำชื่อไปตั้งเป็นโรงแรมเล็กๆสำหรับนักเดินทางในอเมริกา ซึ่งกลายมาเป็น โรงแรม Holiday Inn ที่มีเครือข่ายรอบโลกในปัจจุบัน

Quote:

I'm dreaming of a white christmas,
just like the ones I used to know
Where the treetops glisten and children listen
to hear sleigh bells in the snow

I'm dreaming of a white christmas,
just like the ones I used to know
Where the treetops glisten and children listen
to hear sleigh bells in the snow

I'm dreaming of a white christmas,
with every christmas card I write
May your days be merry and bright,
and may all your christmases be white

I'm dreaming of a white christmas,
just like the ones I used to know
May your days be merry and bright,
and may all your christmases be white

I'm dreaming of a white christmas,
with every christmas card I write
May your days be merry and bright,
and may all your christmases be white

May your days be merry and bright,
and may all your christmases be white

And may all your christmases be white (All your christmases be white)
And may all your christmases be white (All your christmases be white)
And may all your christmases be
(All your christmases be white)
(All your christmases be white)




XMAS

ทุกวันนี้คนทั่วไปมักเข้าใจว่า Xmas เป็นคำว่าคริสต์มาสอย่างย่อๆ แต่ความจริงแล้วชาวคริสต์เขียนแบบนี้มาหลายร้อยปีแล้ว ไม่ใช่เพราะว่ามันสั้นๆง่ายๆดี แต่เป็นเพราะชื่อของพระเยซูในภาษากรีก ขึ้นต้นด้วย X คนโบราณจึงใช้ X แทนชื่อพระองค์

นอกจากนี้ อักษร X เวลาใช้เป็นเครื่องหมาย ภาษาอังกฤษจะเรียว่า Cross ที่มีความหมายว่า ไขว้หรือตัด ซึ่งยังมีอีกความหมายหนึ่งก็คือ ไม้กางเขน จึงใช้แทนองค์พระเยซูซึ่งสิ้นเพราะถูกตรึงบนไม้กางเขน
ที่มา

#2
eam69

    บ้านาฬิกาเหนือสิ่งอื่นใด

  • Members
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • 8743 posts
  • Gender:Male
ขอบคุณกรั๊บ


......Satan เอ๊ย Santa จ๋า นุ๋เอาถุงเท้าไปแขวนที่ปลายเตียงแล้วนู๋เป็นเด๋ะดีมาเสมอนู๋ไม่ขออะไรมากนู๋ขอHummer H2อีกคันเดียวพอแว๊ว

#3
vijin

    สมาชิกชั้นเซียน

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 1055 posts
  • Location:Sathorn, Bangkok 10120 Thailand
  • Interests:Watch, Automotive and Sports, Golf, etc...<br>Married with one daughter and lovely wife krub...
Wow again... :angry: thanks krub...

#4
Boy

    บ้านาฬิกาเหนือสิ่งอื่นใด

  • VM
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • 13716 posts
  • Gender:Male
  • Location:Silom
  • Interests:Watches and Sports (Basketball)
Great info krub!

#5
pinkcivil

    เซียนเหนือเซียน

  • VM
  • PipPipPipPipPipPip
  • 5305 posts
  • Gender:Male
  • Location:Bangkok
ขอบคุณครับ :D





1 user(s) are reading this topic

0 members, 1 guests, 0 anonymous users