Hello Guest

Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Tanz

Pages: [1] 2 3 ... 12
1
แวะมาทักทายพี่กวนครับ ^^

2
ขอบคุณพี่ Tanz และพี่ accutron มากๆครับ ได้ความรู้เพิ่มเติมเยอะเลยครับ


ขอบคุณสำหรับคำถามดีดีที่ทำให้ได้ความรู้เพิ่มแบบนี้ครับ ^^

3


“อย่างที่สองคือในบางครั้งการกดปุ่มจะมีแรงสั่นไปทำให้สายใยกระพือจนเกิดการเสียทรงได้”



คงเพราะเหตุผลตรงนี้นี่เองที่พี่ช่างต้องถอดจักรกรอกออกมาห่อด้วยกระดาษพับหลายทบก่อนที่จะเอาไปร่อนสลายแม่เหล็กบนเครื่อง ตอนที่เห็นพี่ช่างทำแบบนี้ก็ไม่ทันได้สงสัยและถามน่ะครับ มาหายสงสัยก็ตรงคอมเม้นนี้นี่เอง ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ ^^

4
ผมมีอยู่ครับ ซื้อจากลาซาดา ราคาร้อยกว่าบาท
ยังไม่เคยเอามาใช้กับนาฬิกาตัวเป็น ๆ ซักที เคยใช้แค่ล้างแม่เหล็กจากไขควง หรือเครื่องมือเล็ก ๆ ได้ผลดีพอควร(เวลาใช้มีเทคนิกนิดหน่อยคือ อย่าจิ้มเข้าไปตรงแป้นล้างเฉย ๆ ให้ร่อนไปร่อนมา)


เคยเอาเครื่องนี้ไปถามพี่ช่างนาฬิกาที่คุ้นเคยกัน ท่านก็บอกว่าใช้ได้เหมือนกันแต่เหมาะกับงานสมัครเล่นไม่ใช่มืออาชีพน่ะครับ


ส่วนเรื่องวัดแม่เหล็กด้วยเข็มทิศ ไม่ว่าจะอนาลอค หรือ ดิจิตัล ไม่น่าจะใช้ตรวจนาฬิกาที่เป็นแม่เหล็กได้ เพราะถึงนาฬิกาจะไม่เป็นแม่เหล็ก แต่ส่วนที่เป็นเหล็กในเครื่องนาฬิกา เช่น น๊อต เส้นลาน ฯลฯ ก็ทำให้เข็มทิศแสดงผลคลาดเคลื่อนได้ทั้ง ๆ ที่นาฬิกาไม่เป็นแม่เหล็ก แนะนำให้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของนาฬิกาแทน ถ้ามันเร็วผิดปรกติ เช่นเร็วมากไป เร็วบ้างช้าบ้างแบบไม่มีที่มาที่ไป แบบนี้อาจจะเข้าข่ายเป็นแม่เหล็กครับ

6
ส่วนตัวผมแล้วผมเสียดายมากๆที่ Citizen หันไปทุ่มเทกับนาฬิกาตระกูล Eco-Drive มากเกินไปจนเกือบจะลืมแนวออโตเมติก ซึ่งส่วนตัวผมแล้วผมว่าแนวออโตเมติกนี่ออกแบบมาได้สวยกว่าของไซโก้เยอะครับ ของไซโก้นี่ราคาครึ่งแสนแล้วบางทีตัวเครื่องยังไม่ขัดลวดลายมาให้เลย มายังกะเครื่องรหัส 7SXX ราคาสองสามพันยังงัยยังงั้น แต่ Citizen นี่ขัดลายหรือไม่ก็ตัวหนังสือหรือตัวเลขบอกรุ่นนี้แต้มสีทองมาให้แล้วแถมสวยซะด้วย




ท่านพี่ กวน มึน เมา ครับ
ผมได้ยินว่า Citizen เครื่องกลไก inhouse กำลังจะเข้าไทยปลายปีนี้นะครับ
พี่ท่านลองพิมพ์คำว่า Citizen Series 8[size=78%] ลงไปในกูเกิ้ลนะครับ[/size]
แล้วช่วยบอกผมทีว่า สวยไหม กับราคา 2,000 usd น่ะครับ อิอิ
สวยครับ แต่ผมว่ากลไกยังไม่ค่อยว๊าวเท่าไหร่😕




555555 โดยส่วนตัวนะครับ
ไม่เคยรู้สึก ว๊าวววว กับนาฬิการาคาเกินครึ่งแสนเลยครับ 555
รู้สึกแค่ว่า มันเกินความจำเป็น
ผมจะ ว๊าววว จริง ๆ ก็กรณีที่เครื่องคุณภาพเจ๋ง ๆ ราคาพอประมาณ ใช้งานได้ดี มีความคงทนตามมาตรฐานนาฬิกาชั้นดีของ swiss เช่น mido กับกลไก caliber 80 โครโนมิเตอร์ อะไรแบบนี้น่ะครับ เพราะผมจะรู้สึก ว๊าวววว ว่าทำได้อย่างไรกันนี่ ทั้งดีทั้งเจ๋งแต่ราคาเท่านี้เอง ทำได้ในแบบที่แบรนด์อื่นทำไม่ได้อะไรอย่างนั้นน่ะครับ แล้วถ้าออกแบบได้ถูกใจผม นั้นแหละสุดยอดความ ว๊าวววว เลยครับ 555




7
ส่วนตัวผมแล้วผมเสียดายมากๆที่ Citizen หันไปทุ่มเทกับนาฬิกาตระกูล Eco-Drive มากเกินไปจนเกือบจะลืมแนวออโตเมติก ซึ่งส่วนตัวผมแล้วผมว่าแนวออโตเมติกนี่ออกแบบมาได้สวยกว่าของไซโก้เยอะครับ ของไซโก้นี่ราคาครึ่งแสนแล้วบางทีตัวเครื่องยังไม่ขัดลวดลายมาให้เลย มายังกะเครื่องรหัส 7SXX ราคาสองสามพันยังงัยยังงั้น แต่ Citizen นี่ขัดลายหรือไม่ก็ตัวหนังสือหรือตัวเลขบอกรุ่นนี้แต้มสีทองมาให้แล้วแถมสวยซะด้วย




ท่านพี่ กวน มึน เมา ครับ
ผมได้ยินว่า Citizen เครื่องกลไก inhouse กำลังจะเข้าไทยปลายปีนี้นะครับ
พี่ท่านลองพิมพ์คำว่า Citizen Series 8[/size][size=78%] ลงไปในกูเกิ้ลนะครับ[/size]
แล้วช่วยบอกผมทีว่า สวยไหม กับราคา 2,000 usd น่ะครับ อิอิ

8
ต้องขอบคุณ คุณ Tanz ที่สละเวลามาตอบคำถาม & ให้ความรู้ด้วยครับ
หากวันหน้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับนาฬิกา คงมาขอความรู้เพิ่มครับ  :D




^^ ด้วยความยินดีครับ ^^
ถ้าพอจะรู้ก็พอจะตอบได้น่ะครับ
แต่ถ้าไม่รู้ก็จะไปพยายามเค้นจากผู้รู้มาตอบนะครับ 5555

9
ไม่น่าเป็นไปได้ครับ เพราะระบบ spring drive กำลังสำรองถูกเก็บไว้ในระบบลานในรูปแบบพลังงานกล แต่ระบบควอทซ์แบบ solar ต้องมีที่เก็บพลังงานสำรองที่เป็นไฟฟ้าในคาปาซิเตอร์ หรือ แบตชาร์ต นอกจากนั้น ระบบขับเคลื่อนกลไกของ spring drive ใช้พลังงานกลจากลานแล้วควบคุมด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากการหมุนของกลไกอีกที ในจุดนี้ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนกลไกมากกว่าพลังงานที่ได้จากระบบ solar ขนาดจิ๋วหรือระบบเก็บพลังไฟฟ้าในแบตชาร์ตขนาดจิ๋วครับ
แล้วถ้าทำเป็นระบบไฮบริดเหมือนรถยนต์ คือ มีทั้งระบบไฟฟ้าโดยทำงานตอนข้อมือนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว และกำลังจากลานส่งมาตอนขยับข้อมือเยอะๆ = พอเป็นไปได้ไหมครับ ??


คือแบบนี้นะครับ
ในระบบกลไก นาฬิกาจะมีจุดเริ่มใช้พลังงานมาจากจักรตัวใหญ่ก่อน แล้วค่อย ๆ ทอนกำลังลงมาเรื่อย ๆ ด้วยจักรตัวเล็กตัวน้อยจนกระทั่งมาถึง lever escapement พอถึงจักรตัวนี้ก็จะขยับได้ทีละขยักตาม pallet จากนั้นก็จะไปแกว่งจักรกรอก 1 ครั้งต่อหนึ่งขยัก ระบบมันจะทอนกำลังกันแบบนี้ครับ ซึ่งต่างจากระบบควอตซ์ ที่จุดเริ่มต้นมาจาก step motor ที่ขยับไปทีละขยัก (ขยักละ 1 วินาที) แต่ละขยักก็จะไปขับเคลื่อนจักรตัวที่ใหญ่ขึ้น ๆ จนไปถึงจักรนาที จักรชั่วโมง  ระบบทั้งสองระบบมันจะทำงานย้อนทางกันแบบนี้ ทั้งนี้เพราะแหล่งเก็บพลังงานเริ่มต้นมีพลังงานต่างกันครับ


----ขอบคุณมากครับ ที่ช่วยอธิบายพื้นฐานการทำงานของนาฬิการะบบออโต จากจักรใหญ่ --> จักรเล็ก , นาฬิกา Quartz จากมอเตอร์ตัวเล็กๆ --> จักรตัวใหญ่


 แต่พอมาถึง spring drive ก็เอาทั้งสองแบบมาจำแนกโดยแบ่งแยกหน้าที่กันให้ระบบลานที่มีกำลังมากกว่าทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไก แล้วให้การหมุนของกลไกไปสร้างพลังงานไฟฟ้า แล้วใช้ไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมาควบคุมการหมุนของกลไกให้เที่ยงตรงอีกที ดังนั้น spring drive จึงถือได้ว่าเป็นระบบบอกเวลาที่
1.นำเอากลไกทั้งสองระบบมาผสมผสานกัน หรือ 2.เป็นระบบใหม่ที่ไม่ใช่ทั้งกลไกและควอตซ์
แต่สำหรับด้านการตลาดแล้ว 2. มันน่าตื่นเต้นกว่าเยอะครับ


---ขอบคุณมากที่ช่วยอธิบายระบบ Spring Drive ให้เข้าใจแบบง่ายๆ ครับ


ทีนี้มาเข้าเรื่องกัน ระบบที่เอากลไกและควอตซ์มาผสมผสานกันก็มี autoquartz ของ swiss และก็ kinetic ของ SEIKO ทั้งสองระบบมีส่วนที่เป็นกลไกแค่การสร้างพลังงาน นอกนั้นก็เป็นระบบควอตซ์ทั้งหมด การทำไฮบริด ที่ว่า อาจจะทำได้ในจุดนี้ก็คือการสร้างพลังงานเป็นไปได้ทั้งระบบกลไกแบบ kenetic และ solar จบลงที่แบตชาร์ตหรือคาปาซิเตอร์ แล้วที่เหลือเป็นระบบควอตซ์ เท่าที่ผมคิดน่าจะมีทางเป็นไปได้แต่มันก็ออกจะซ้ำซ้อนกัน เพราะเท่าที่ผมดูจากอัตราการใช้พลังงานแล้ว kinetic ปั่นไฟแล้วใช้ได้หลายวัน ส่วน solar ใช้ได้หลายเดือน มันคงไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ถ้าเอามารวมกันไว้ในเรือนเดียวกัน


---Auto Quartz ของ Swiss = ในปัจจุบัน ยังมีทำออกมาจำหน่ายไหมครับ ??
---ส่วนระบบ Kinetic ผมเรียกว่าระบบ "จักรกลแบบไฟฟ้าได้ไหมครับ" คือ ใช้พลังงานกลจากการแกว่งข้อมือ มาแปลงเป็นพลังงานเก็บไว้ในคาปาซิเตอร์ แล้วค่อยจ่ายเป็นพลังงานไฟฟ้าให้กลไก ??
แต่ในปัจจุบัน ผมเข้าใจว่า เหมือนทาง Seiko เหมือนจะไม่เน้นทางระบบ Kinetic แล้ว แต่หันไปทำระบบ Solar เหมือน Eco Drive ของทาง Citizen ??

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ เป็นความจริงอย่างยิ่งในแบบที่คุณ PAM กล่าวมา ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งหมด.... ความคิดของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรมนั้นมีไม่สิ้นสุด มันอยู่ที่ว่าเทคโนโลยี่ที่เหมาะสมจะมาถึงในวันใด เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วผมยังเรียนประถมเล่นรถ tamiya ใส่ถ่านชาร์ต ตอนนั้นผมก็แอบนึกว่าจะมีสักวันไหมที่รถที่วิ่งบนถนนจะใส่ถ่านวิ่งได้แบบรถ tamiya แล้วก็คิดว่าไม่น่าจะได้ แต่พอมาถึงวันนี้ก็ได้เห็นรถใส่ถ่านวิ่งได้บนถนนจริง ๆ


--รถไฟฟ้า = รถ Tamiya ขยายร่างครับ  ;) ;D

เหมือนกับที่คุณกำลังรอคอยนวัตกรรมใหม่ของนาฬิกา ผมก็อยากจะบอกว่า ผมก็รอคอยเช่นกันครับ แต่ผมไม่ได้รอคอยนวัตกรรมใหม่ ๆ อะไรของนาฬิกา ผมเพียงแค่หวังและรอคอยวันที่นาฬิกาพื้น ๆ นวัตกรรมธรรมดาที่มีคุณภาพมาตรฐานจะมีราคาถูกลงกว่านี้สักเยอะ ๆ หน่อย ผมจะได้ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดเยอะนักน่ะครับ



--ผมอก็ยากให้นาฬิกาพื้นๆ ธรรมดา (กลไก 3 เข็มธรรมดา + วันที่) มีคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล
แต่รู้สึกว่าความหวังจะเลือนลางเหลือเกินตั้งแต่ราคา Omega Seamaster ทะยานไปเกินแสนบาท ไปเทียบชั้นกับ Rolex Submariner
Oris ขยับราคามาแทน Omegaนาฬิการาคาที่ผมพอซื้อไหว ก็พวก Mido, Tissot, Hamilton, Steinhart อ่ะครับ  :'( :'(


ดีใจที่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณ lonely ครับ ^^


Solar watch น่าจะมีหลาย ๆ อย่างที่ได้เปรียบ kinetic เยอะอยู่ เช่น ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่า ครับ


autoquartz ของ swiss ผมเคยเห็นในข่าวเกี่ยวกับนาฬิกา พี่ที่เป็นช่างนาฬิกาเคยบอกกับผมว่าคุณภาพดีกว่า แต่ราคาก็สูงกว่า หลายปีนี้ก็ไม่ได้ข่าวเลยน่ะครับเลยไม่ทราบว่ายังมีการผลิตอยู่หรือไม่ ส่วนkinetic ก็พอมีรุ่นใหม่ ๆ ออกมาบ้าง โดยส่วนตัว solar ของ seiko ออกแบบได้โดนใจผมกว่า eco drive ของ citizen ฝั่ง citizen ที่น่าสนใจเป็นนาฬิกาอัตโนมัติที่ใช้เครื่อง 9015 แต่ไม่มีขายในไทย น่าเสียดายมากครับ










10
ไม่น่าเป็นไปได้ครับ เพราะระบบ spring drive กำลังสำรองถูกเก็บไว้ในระบบลานในรูปแบบพลังงานกล แต่ระบบควอทซ์แบบ solar ต้องมีที่เก็บพลังงานสำรองที่เป็นไฟฟ้าในคาปาซิเตอร์ หรือ แบตชาร์ต นอกจากนั้น ระบบขับเคลื่อนกลไกของ spring drive ใช้พลังงานกลจากลานแล้วควบคุมด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากการหมุนของกลไกอีกที ในจุดนี้ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนกลไกมากกว่าพลังงานที่ได้จากระบบ solar ขนาดจิ๋วหรือระบบเก็บพลังไฟฟ้าในแบตชาร์ตขนาดจิ๋วครับ
แล้วถ้าทำเป็นระบบไฮบริดเหมือนรถยนต์ คือ มีทั้งระบบไฟฟ้าโดยทำงานตอนข้อมือนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว และกำลังจากลานส่งมาตอนขยับข้อมือเยอะๆ = พอเป็นไปได้ไหมครับ ??


คือแบบนี้นะครับ
ในระบบกลไก นาฬิกาจะมีจุดเริ่มใช้พลังงานมาจากจักรตัวใหญ่ก่อน แล้วค่อย ๆ ทอนกำลังลงมาเรื่อย ๆ ด้วยจักรตัวเล็กตัวน้อยจนกระทั่งมาถึง lever escapement พอถึงจักรตัวนี้ก็จะขยับได้ทีละขยักตาม pallet จากนั้นก็จะไปแกว่งจักรกรอก 1 ครั้งต่อหนึ่งขยัก ระบบมันจะทอนกำลังกันแบบนี้ครับ ซึ่งต่างจากระบบควอตซ์ ที่จุดเริ่มต้นมาจาก step motor ที่ขยับไปทีละขยัก (ขยักละ 1 วินาที) แต่ละขยักก็จะไปขับเคลื่อนจักรตัวที่ใหญ่ขึ้น ๆ จนไปถึงจักรนาที จักรชั่วโมง  ระบบทั้งสองระบบมันจะทำงานย้อนทางกันแบบนี้ ทั้งนี้เพราะแหล่งเก็บพลังงานเริ่มต้นมีพลังงานต่างกันครับ  แต่พอมาถึง spring drive ก็เอาทั้งสองแบบมาจำแนกโดยแบ่งแยกหน้าที่กันให้ระบบลานที่มีกำลังมากกว่าทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไก แล้วให้การหมุนของกลไกไปสร้างพลังงานไฟฟ้า แล้วใช้ไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมาควบคุมการหมุนของกลไกให้เที่ยงตรงอีกที ดังนั้น spring drive จึงถือได้ว่าเป็นระบบบอกเวลาที่ 1.นำเอากลไกทั้งสองระบบมาผสมผสานกัน หรือ 2.เป็นระบบใหม่ที่ไม่ใช่ทั้งกลไกและควอตซ์ แต่สำหรับด้านการตลาดแล้ว 2. มันน่าตื่นเต้นกว่าเยอะครับ


ทีนี้มาเข้าเรื่องกัน ระบบที่เอากลไกและควอตซ์มาผสมผสานกันก็มี autoquartz ของ swiss และก็ kinetic ของ SEIKO ทั้งสองระบบมีส่วนที่เป็นกลไกแค่การสร้างพลังงาน นอกนั้นก็เป็นระบบควอตซ์ทั้งหมด การทำไฮบริด ที่ว่า อาจจะทำได้ในจุดนี้ก็คือการสร้างพลังงานเป็นไปได้ทั้งระบบกลไกแบบ kenetic และ solar จบลงที่แบตชาร์ตหรือคาปาซิเตอร์ แล้วที่เหลือเป็นระบบควอตซ์ เท่าที่ผมคิดน่าจะมีทางเป็นไปได้แต่มันก็ออกจะซ้ำซ้อนกัน เพราะเท่าที่ผมดูจากอัตราการใช้พลังงานแล้ว kinetic ปั่นไฟแล้วใช้ได้หลายวัน ส่วน solar ใช้ได้หลายเดือน มันคงไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ถ้าเอามารวมกันไว้ในเรือนเดียวกัน


ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ เป็นความจริงอย่างยิ่งในแบบที่คุณ PAM กล่าวมา ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งหมด.... ความคิดของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรมนั้นมีไม่สิ้นสุด มันอยู่ที่ว่าเทคโนโลยี่ที่เหมาะสมจะมาถึงในวันใด เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วผมยังเรียนประถมเล่นรถ tamiya ใส่ถ่านชาร์ต ตอนนั้นผมก็แอบนึกว่าจะมีสักวันไหมที่รถที่วิ่งบนถนนจะใส่ถ่านวิ่งได้แบบรถ tamiya แล้วก็คิดว่าไม่น่าจะได้ แต่พอมาถึงวันนี้ก็ได้เห็นรถใส่ถ่านวิ่งได้บนถนนจริง ๆ


เหมือนกับที่คุณกำลังรอคอยนวัตกรรมใหม่ของนาฬิกา ผมก็อยากจะบอกว่า ผมก็รอคอยเช่นกันครับ แต่ผมไม่ได้รอคอยนวัตกรรมใหม่ ๆ อะไรของนาฬิกา ผมเพียงแค่หวังและรอคอยวันที่นาฬิกาพื้น ๆ นวัตกรรมธรรมดาที่มีคุณภาพมาตรฐานจะมีราคาถูกลงกว่านี้สักเยอะ ๆ หน่อย ผมจะได้ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดเยอะนักน่ะครับ

11
ไม่น่าเป็นไปได้ครับ เพราะระบบ spring drive กำลังสำรองถูกเก็บไว้ในระบบลานในรูปแบบพลังงานกล แต่ระบบควอทซ์แบบ solar ต้องมีที่เก็บพลังงานสำรองที่เป็นไฟฟ้าในคาปาซิเตอร์ หรือ แบตชาร์ต นอกจากนั้น ระบบขับเคลื่อนกลไกของ spring drive ใช้พลังงานกลจากลานแล้วควบคุมด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากการหมุนของกลไกอีกที ในจุดนี้ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนกลไกมากกว่าพลังงานที่ได้จากระบบ solar ขนาดจิ๋วหรือระบบเก็บพลังไฟฟ้าในแบตชาร์ตขนาดจิ๋วครับ

12
Quartz crisis ทำให้ผมนึกถึง disruption ในวงการต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลยครับ ทุกวงการ ทุกอุตสาหกรรมล้วนแต่มี disruption เกิดขึ้นมาแต่ไหนแต่ไรมา
เพียงแต่ว่าในสังคมยุค digital social แบบนี้ ทำให้ disruption มันเห็นผลได้ไว จากที่อาจจะต้องรอดูผลเป็นหลักสิบๆปี ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาแค่ 1-2 ปีเท่านั้น
เหมือนเรื่องระบบธนาคาร เรื่องการสื่อสาร การส่งอาหารถึงบ้าน รอบตัวเราหมุนเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ


ผมเพิ่งเขียนเรื่อง Quartz crisis ไว้ใน blockdit เพื่อไว้ให้ตัวเองได้อ่านเอง แล้วเผื่อว่ามีคนสนใจจะอ่านบ้าง จะได้มาร่วมกันแชร์ความคิดเห็นกันบ้างครับ
https://www.blockdit.com/posts/5ffbeb7821142f0cc95f3b61


ในวิกฤติครั้งนั้น ก็เหมือนการคัดเลือกแบรนด์ที่ปรับตัวได้ไว แล้วก็มีความเข้มแข็งเพียงพอ สายป่านยาวพอ จนเหลือแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันจากหลักพันๆแบรนด์ เป็นแค่หลักสิบแบรนด์ในปัจจุบัน
ผมว่า การที่นาฬิกากลไกยังอยู่รอดได้ในกระแสแห่งดิจิตอล ความล้ำยุค คือการที่เรามองนาฬิกาเป็นความคลาสสิค เสียงเดินติ๊กๆของนาฬิกากลไก ทำให้เรารู้สึกเหมือนมันยังมีชีวิตอยู่ มีการเคลื่อนไหว มีความคลาดเคลื่อน ต้องตั้งเวลา ต้องหมุนเม็ดมะยม ต้องไขลาน ทำให้ได้รู้สึกได้ดูแล ทะนุถนอมสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งอยู่
่ซึ่งต่างกับสินค้าดิจิตอลต่างๆโดยสิ้นเชิงเลยครับ Smart watch มีประโยชน์ มีการตรวจวัดอะไรๆมากมายได้ มีความเที่ยงตรงแม่นยำกว่านาฬิกากลไกมากมาย แต่เวลาจับต้องสัมผัสก็ยังรู้สึกเหมือนเราจับเมาส์ จับคีย์บอร์ด จับโทรศัพท์ Smart phone ไม่ได้รู้สึกถึงความมีชีวิตของมัน
จุดนี้น่าจะเป็นจุดขายหนึ่งของนาฬิกากลไกที่ยังทำให้มีคนซื้อ มีคนสนใจ ขายกันได้ราคาแพงๆอยู่นะครับ (ไม่นับคนที่ซื้อเป็นทรัพย์สินลงทุนเพิ่มมูลค่านะครับ)


ขอบคุณคุณ jeafish ที่ช่วยหาทางลงให้
บทความของคุณมีคุณค่ามาก มีอ้างอิง ความเป็นมาพร้อม
ส่วนที่ผมเขียน เขียนจากความทรงจำสมัยเรียน ที่เคยได้รับฟังมา เป็นกรณีศึกษาในห้องเรียน
ความทรงจำนั้นเลือนลางไปตามกาลเวลา
ขอบคุณอีกครั้ง.


@T1

13

Quartz crisis#3
วิกฤติในวิกฤติ


อุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญตัวหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากของสวิสเองแล้ว ประเทศที่อยู่รอบข้างสวิส เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน ก็เป็นแหล่งผลิตนาฬิกาและชิ้นส่วนที่สำคัญ การพึ่งพากันในลักษณะนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาอุตสาหกรรมนาฬิกา โรงงานผลิตชิ้นส่วนก็พึ่งพาโรงงานประกอบ โรงงานประกอบก็พึ่งพาชื่อเสียงของสวิส เมื่อเกิดวิกฤติ”ตื่นควอตซ์”มันจึงไม่ใช่แค่สวิสเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่เดือดร้อนกันไปทั่วยุโรป แต่สำหรับสวิสนั้นหนักที่สุด จำนวนแบรนด์นาฬิกา โรงงานผลิตในสายการผลิตขาดทุนเพราะความชะงักงันของยอดขาย ที่ยังอยู่ก็ไม่เหมือนเดิม บ้างก็ประคับประคองเพื่อให้พ้นสถานการณ์ และที่ต้องล้มหายตายจากไปก็เป็นจำนวนมาก


ในช่วงวิกฤติ แบ่งระดับความเสียหายในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ดังนี้
1.ระดับรับสถานการณ์ได้ กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มนาฬิกายอดบนสุด ส่วนใหญ่มักเป็นนาฬิกาเครื่องประดับ
2.ระดับวิกฤติ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ขาดสภาพคล่องเพราะการหดตัวของยอดขายนาฬิกา กลุ่มนี้จะมีการดิ้นรนสูง มักจะเป็นแบรนด์หรือโรงงานระดับกลางไปจนถึงระดับค่อนข้างสูง ที่อยู่ในช่วงกำลังขยายกิจการแล้วมาเจอวิกฤติ
3.ระดับที่ล้มเลิกกิจการไปแล้ว กลุ่มนี้จะมีมากที่สุด เพราะมีความอ่อนไหวกับสถานการณ์


การผลิตนาฬิกาของสวิสในสมัยนั้นมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มที่ใช้เครื่องของตนเอง และกลุ่มที่ใช้เครื่องมาตรฐาน  กลุ่มที่ใช้เครื่องของตัวเองมักจะเป็นแบรนด์เก่าแก่ มีทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ ส่วนกลุ่มที่ใช้กลไกมาตรฐานก็จะใช้เครื่องจากโรงงานผลิตกลไกโดยเฉพาะ ทำให้สามารถลดต้นทุนการพัฒนา แต่ทั้งสองกลุ่มได้รับผลกระทบหมด โรงงานผลิตเฉพาะกลไกเกือบทั้งหมดต้องเลิกกิจการหรือขายกิจการหรือควบรวมกิจการ ในภายหลังเหลือเพียงโรงงานเดียวก็คือโรงงาน ETA  ส่วนแบรนด์ทั้งหลายที่ไม่รอดก็จมหายไปกับวิกฤติ ที่ยังเหลืออยู่ก็พยายามจับมือกันรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่ออาศัยจุดเด่นของกันและกันเพื่อพยุงฐานะกันเอาไว้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการรวมตัวกันของกลุ่ม swatch group


หลังจากวิกฤติได้ระยะหนึ่ง อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกาะกลุ่มและเริ่มตั้งตัวได้ การตั้งตัวได้ยังไม่ได้หมายถึงก้าวเดินได้อย่างเข้มแข็ง แต่เพียงแค่ หยุดเลือดที่ไหลได้เท่านั้น ซึ่งหมายถึง หยุดการล้มหายตายจากของแบรนด์นาฬิกาสวิสไว้ได้  จากที่เคยโตแบบใครดีใครได้ ก็ปรับเป็น รวมกันเพื่อฝ่าวิกฤติ ในช่วงเวลานี้แบรนด์ดังหลายแบรนด์ที่เคยถือว่ากลไกของตัวเองเหนือกว่า กลับมายอมใช้เครื่องมาตรฐานเพื่อความอยู่รอด หลายแบรนด์พยายามเข็นนาฬิกาควอตซ์ออกมาเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าที่ยังภักดีกับแบรนด์แต่อยากใช้นาฬิกาควอตซ์  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้ความสนใจ


กลืนเลือดของตัวเองอย่างกล้ำกลืน อย่างอดทน
ก็เพื่อให้มีลมหายใจไว้เติบโตอีกครั้งในวันพรุ่งนี้.




จบตอนที่3




@T1

14

Quartz crisis #2
 
เข้าสู่สถานการณ์วิกฤติ


เมื่อโลกได้รู้จักกับนาฬิกาควอตซ์ โลกถึงกับตกตะลึงในความเที่ยงตรงที่ไม่เคยพบมาก่อน  รู้สึกถึงพลังแห่งความเที่ยงตรงและต้องการครอบครอง  ในเวลานั้นราคาของนาฬิกาควอตซ์รุ่นใหม่ ๆ เมื่อเทียบกับนาฬิกากลไกระดับปานกลางถึงระดับสูง ก็ไม่ได้สูงกว่ามากมายนักหรือบางทีอาจจะต่ำกว่าด้วยซ้ำไป   แต่ด้วยความรู้สึกถึงการได้ครอบครองเทคโนโลยี่บอกเวลาที่เที่ยงตรงสูงกว่ามาตรฐานโครโนมิเตอร์ มันเย้ายวนใจของผู้คนจำนวนมาก จนทำให้ยอดขายนาฬิกาควอตซ์พุ่งสูงอย่างถล่มทลายเหนือกว่านาฬิกากลไกไปในทันที และความรู้สึกนั้นยังคงต่อเนื่องมาอีกหลายปี จนกระทั่งถึงวันที่จุดอ่อนของนาฬิกาควอตซ์ปรากฎออกมา


เคยมีผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสแสดงความคิดเห็นประมาณว่าช่วง”ตื่นควอตซ์”น่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 10 ปี ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะหลังจากที่ตื่นเต้นมาก ๆ ในช่วงปีแรก ๆ ก็กลายเป็นความคุ้นเคยในเวลาต่อมา และกลายเป็นธรรมดาสามัญไปในที่สุด แต่ในช่วง 10 ปีแห่งการตื่นควอตซ์นั้น อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส เหมือนตกอยู่ในฝันร้ายที่เมื่อตื่นมาก็พบกับความจริงที่ร้ายยิ่งกว่าฝันร้ายเสียอีก  ความภาคภูมิใจสูงสุดทำให้มองข้ามเทคโนโลยี่นาฬิกาควอตซ์ จนไม่ทันได้ตั้งรับ จึงทำให้รับมือไม่ทัน อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสถึงจุดตกต่ำพร้อม ๆ กัน  การพยายามคิดค้นและพัฒนานาฬิกาควอตซ์ของสวิสในเวลานั้นไม่ทันเวลาและแทบไม่สามารถจะต่อกรกับกระแส “ตื่นควอตซ์” ที่ไหลมาจากฝั่งตะวันออกได้เลย การผลิตนาฬิกาควอตซ์ของสวิสในขณะนั้นเป็นเพียงการชะลอเวลาประคองตัวไว้ให้พ้นระยะ ตื่นควอตซ์ พร้อมกับหวังว่านาฬิกาควอตซ์และนาฬิกากลไกสวิสจะกลับมาดีเหมือนเดิม


10 ปีแห่งการ “ตื่นควอตซ์” ที่ทำให้ชาวโลกตื่นตาตื่นใจกับความเที่ยงตรง
แต่เป็น 10 ปีที่เหมือนตกนรกของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเลยจริง ๆ.


จบตอนที่2






@T1

15

Quart crisis


สภาพการณ์ก่อนเกิดวิกฤติ


วิกฤตินาฬิกาควอตซ์ เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี่ เกิดขึ้นราวปี คศ.1970 ต้นเรื่องเกิดจากการนำเสนอนวัตกรรมนาฬิกาควอตซ์เข้าสู่ตลาดโลกของSEIKO


ไซโกไม่ได้เป็นบริษัทแรกที่ค้นพบระบบนาฬิกาควอตซ์ แต่เป็นรายแรกที่ทำให้โลกรู้จักนาฬิกาควอตซ์อย่างแพร่หลาย สวิสเป็นประเทศชั้นนำในการผลิตนาฬิกากลไก และเริ่มตั้งแต่มนุษย์รู้จักไฟฟ้า สวิสก็เป็นประเทศในระดับต้น ๆ ที่พยายามนำเอาไฟฟ้ามาประยุกต์เข้ากับระบบการทำงานของนาฬิกา ระบบนาฬิกาควอตซ์ สวิสทำได้ก่อน ไซโก ด้วยซ้ำไป แต่เพราะมุมมองที่แตกต่างจาก ไซโก จึงทำให้การพัฒนาระบบควอตซ์ในระยะแรกไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร


ก่อนหน้า วิกฤติควอตซ์ สวิสแทบจะเรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่มีความสามารถด้านการผลิตนาฬิกาอย่างโดดเด่นที่สุด กลไกนาฬิกาจากสวิสถือว่าเป็นที่สุดของเครื่องบอกเวลา มีกลไก แบรนด์ ที่หลากหลายมากมาย คุณภาพที่เชื่อถือได้ของนาฬิกาสวิสจำแนกได้ตามแบรนด์ ยิ่งแบรนด์ใหญ่ ๆ กลไกยิ่งทนทาน เที่ยงตรงและแน่นอนราคาก็สูงตามไปด้วยเพราะแบรนด์เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนากลไกของตนเอง (in-house movement ) และคุณภาพของกลไกจะช่วยเสริมคุณค่าและราคาของแบรนด์อีกที  และเพราะสวิสมีมีแบรนด์นาฬิกามากมาย คุณภาพก็แตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องมีกลไกนาฬิกาที่เป็นมาตรฐานกลาง ETA จึงเป็นทางออกของปัญหานี้


สวิสมีความภูมิใจในความเป็นผู้นำการผลิตนาฬิกากลไกอันดับหนึ่งของโลกอย่างยิ่ง มีความเชียวชาญสูงมาก สวิสมองว่านาฬิกาเป็นจุดควบรวมที่สมดุลสูงสุดของความรู้ด้านวิศวการ วิทยาศาสตร์ จิตวิญาณและความเป็นศิลปขั้นสูงดังนั้นสวิสจึงกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของนาฬิกา มาตรฐานความเที่ยงตรง  ซึ่งสองมาตรฐานนี้เกื้อหนุนกันและกัน เพราะผลิตกลไกคุณภาพสูงได้จึงกำหนดมาตรฐานความเที่ยงตรงได้ และเพราะมีมาตรฐานความเที่ยงตรงจึงทำให้นาฬิกาสวิสยิ่งได้รับการยอมรับ สิ่งเหล่านี้ทำให้มุมมองอื่น ๆ ที่มีต่อนาฬิการะบบอื่นจึงด้อยกว่านาฬิการะบบกลไก และนี่คือที่มาที่ว่า ทำไมสวิสคิดนาฬิการะบบควอตซ์ได้ก่อนแต่กลับเป็นผู้ตามในภายหลัง


ในวันที่ SEIKO ประกาศให้โลกรู้จักนาฬิการะบบควอซต์
ในวันนั้น SWISS ยังมองว่านาฬิกาควอซต์เป็นของเล่นอยู่เลย.


จบตอนที่ 1




@T1

Pages: [1] 2 3 ... 12