Hello Guest

หลังเกิด Quartz Crisis นาฬิกาจักรกลของสวิส แก้เกมส์อย่างไรถึงกลับมาได้รับความนิย

  • 11 Replies
  • 454 Views
สอบถามผู้รู้ทุกท่านครับ

1. หลังเกิดเหตุการณ์ Quartz Crisis
นาฬิกาจักรกลของสวิส แก้เกมส์อย่างไรถึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งครับ


และอีกคำถามนึง คือ การที่ ETA ไม่ส่งเครื่องให้บริษัทอื่นๆ นอกเครือ (แม้จะมี sellita ขายแทน)

ส่งผลดีหรือผลเสียต่อภาพรวมของวงการนาฬิกาจักรกลมากกว่ากันครับ ??



ผมเข้าใจว่าสมัยก่อน บริษัทต่างๆ คิดค้นกลไกของตัวเอง ทำให้อาจมีปัญหาตอนซ่อมบำรุง

การที่ Swatch Group ซื้อบริษัทต่างๆ มาไว้ในเครือ และกลายมาเป็นกลไก ETA ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาและการซ่อมบำรุง ??
แต่การที่มีกลไก ETA ของทาง Swatch ก็ทำให้การพัฒนากลไกโดยผู้ผลิตรายอื่นๆ น้อยลง
เพราะบริษัทไหนๆ ก็สามารถซื้อเครื่อง ETA ไปใส่ในนาฬิกาของตนได้ทันที โดยไม่ต้องพัฒนาเอง ??



ขอบคุณทุกท่านล่วงหน้าสำหรับคำตอบครับ

*

Tanz

  • ***
  • 157
    • View Profile
5555 ผมเกิดไม่ทันครับ
แต่เคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังเป็นกรณีศึกษาสมัยเรียนวิชาเศรษฐศาตร์เบื้องต้น
ตอนนี้ก็ลืม ๆ ไปแล้ว เพราะมันหลายปี
ไว้รออ่านท่านผู้รู้ท่านอื่นเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะสะกิดความจำสมัยเรียนได้บ้าง
แล้วค่อยมาตอบเสริม น่าจะดีกว่าครับ^^



@T2

สิ่งที่ทำคือการโฆษณาแฝงในภาพยนต์ไงครับ เริ่มจาก Tag Hauer ได้โฆษณาในหนังเรื่อง Amagedon ( ถ้าจำไม่ผิดนะ ) จากนั้นก็มี Omega โฆษณาใน Jame Bond หลายภาค เมื่อคนเริ่มนิยมในแบรนด์เหล่านั้นก็จะนำเสนอกลไกแบบ Quartz ในราคาที่ถูกกว่าแบบจักรกล ผู้คนเลยมองว่าแบบจักรกลเป็นระดับที่สูงกว่า รวมถึงความเบื่อเรื่องการเปลี่ยนถ่านในระบบ quartz ในช่วงนี้เอง RL ก็เลิกผลิตระบบQuartz
จากผลการดำเนินไปทำให้ระบบกลไกจักรกลได้รับการยอมรับอีกครั้งโดยตีคู่กับระบบQuartz

*

Tanz

  • ***
  • 157
    • View Profile

Quart crisis


สภาพการณ์ก่อนเกิดวิกฤติ


วิกฤตินาฬิกาควอตซ์ เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี่ เกิดขึ้นราวปี คศ.1970 ต้นเรื่องเกิดจากการนำเสนอนวัตกรรมนาฬิกาควอตซ์เข้าสู่ตลาดโลกของSEIKO


ไซโกไม่ได้เป็นบริษัทแรกที่ค้นพบระบบนาฬิกาควอตซ์ แต่เป็นรายแรกที่ทำให้โลกรู้จักนาฬิกาควอตซ์อย่างแพร่หลาย สวิสเป็นประเทศชั้นนำในการผลิตนาฬิกากลไก และเริ่มตั้งแต่มนุษย์รู้จักไฟฟ้า สวิสก็เป็นประเทศในระดับต้น ๆ ที่พยายามนำเอาไฟฟ้ามาประยุกต์เข้ากับระบบการทำงานของนาฬิกา ระบบนาฬิกาควอตซ์ สวิสทำได้ก่อน ไซโก ด้วยซ้ำไป แต่เพราะมุมมองที่แตกต่างจาก ไซโก จึงทำให้การพัฒนาระบบควอตซ์ในระยะแรกไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร


ก่อนหน้า วิกฤติควอตซ์ สวิสแทบจะเรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่มีความสามารถด้านการผลิตนาฬิกาอย่างโดดเด่นที่สุด กลไกนาฬิกาจากสวิสถือว่าเป็นที่สุดของเครื่องบอกเวลา มีกลไก แบรนด์ ที่หลากหลายมากมาย คุณภาพที่เชื่อถือได้ของนาฬิกาสวิสจำแนกได้ตามแบรนด์ ยิ่งแบรนด์ใหญ่ ๆ กลไกยิ่งทนทาน เที่ยงตรงและแน่นอนราคาก็สูงตามไปด้วยเพราะแบรนด์เหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนากลไกของตนเอง (in-house movement ) และคุณภาพของกลไกจะช่วยเสริมคุณค่าและราคาของแบรนด์อีกที  และเพราะสวิสมีมีแบรนด์นาฬิกามากมาย คุณภาพก็แตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องมีกลไกนาฬิกาที่เป็นมาตรฐานกลาง ETA จึงเป็นทางออกของปัญหานี้


สวิสมีความภูมิใจในความเป็นผู้นำการผลิตนาฬิกากลไกอันดับหนึ่งของโลกอย่างยิ่ง มีความเชียวชาญสูงมาก สวิสมองว่านาฬิกาเป็นจุดควบรวมที่สมดุลสูงสุดของความรู้ด้านวิศวการ วิทยาศาสตร์ จิตวิญาณและความเป็นศิลปขั้นสูงดังนั้นสวิสจึงกลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของนาฬิกา มาตรฐานความเที่ยงตรง  ซึ่งสองมาตรฐานนี้เกื้อหนุนกันและกัน เพราะผลิตกลไกคุณภาพสูงได้จึงกำหนดมาตรฐานความเที่ยงตรงได้ และเพราะมีมาตรฐานความเที่ยงตรงจึงทำให้นาฬิกาสวิสยิ่งได้รับการยอมรับ สิ่งเหล่านี้ทำให้มุมมองอื่น ๆ ที่มีต่อนาฬิการะบบอื่นจึงด้อยกว่านาฬิการะบบกลไก และนี่คือที่มาที่ว่า ทำไมสวิสคิดนาฬิการะบบควอตซ์ได้ก่อนแต่กลับเป็นผู้ตามในภายหลัง


ในวันที่ SEIKO ประกาศให้โลกรู้จักนาฬิการะบบควอซต์
ในวันนั้น SWISS ยังมองว่านาฬิกาควอซต์เป็นของเล่นอยู่เลย.


จบตอนที่ 1




@T1


*

Tanz

  • ***
  • 157
    • View Profile

Quartz crisis #2
 
เข้าสู่สถานการณ์วิกฤติ


เมื่อโลกได้รู้จักกับนาฬิกาควอตซ์ โลกถึงกับตกตะลึงในความเที่ยงตรงที่ไม่เคยพบมาก่อน  รู้สึกถึงพลังแห่งความเที่ยงตรงและต้องการครอบครอง  ในเวลานั้นราคาของนาฬิกาควอตซ์รุ่นใหม่ ๆ เมื่อเทียบกับนาฬิกากลไกระดับปานกลางถึงระดับสูง ก็ไม่ได้สูงกว่ามากมายนักหรือบางทีอาจจะต่ำกว่าด้วยซ้ำไป   แต่ด้วยความรู้สึกถึงการได้ครอบครองเทคโนโลยี่บอกเวลาที่เที่ยงตรงสูงกว่ามาตรฐานโครโนมิเตอร์ มันเย้ายวนใจของผู้คนจำนวนมาก จนทำให้ยอดขายนาฬิกาควอตซ์พุ่งสูงอย่างถล่มทลายเหนือกว่านาฬิกากลไกไปในทันที และความรู้สึกนั้นยังคงต่อเนื่องมาอีกหลายปี จนกระทั่งถึงวันที่จุดอ่อนของนาฬิกาควอตซ์ปรากฎออกมา


เคยมีผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสแสดงความคิดเห็นประมาณว่าช่วง”ตื่นควอตซ์”น่าจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 10 ปี ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะหลังจากที่ตื่นเต้นมาก ๆ ในช่วงปีแรก ๆ ก็กลายเป็นความคุ้นเคยในเวลาต่อมา และกลายเป็นธรรมดาสามัญไปในที่สุด แต่ในช่วง 10 ปีแห่งการตื่นควอตซ์นั้น อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส เหมือนตกอยู่ในฝันร้ายที่เมื่อตื่นมาก็พบกับความจริงที่ร้ายยิ่งกว่าฝันร้ายเสียอีก  ความภาคภูมิใจสูงสุดทำให้มองข้ามเทคโนโลยี่นาฬิกาควอตซ์ จนไม่ทันได้ตั้งรับ จึงทำให้รับมือไม่ทัน อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสถึงจุดตกต่ำพร้อม ๆ กัน  การพยายามคิดค้นและพัฒนานาฬิกาควอตซ์ของสวิสในเวลานั้นไม่ทันเวลาและแทบไม่สามารถจะต่อกรกับกระแส “ตื่นควอตซ์” ที่ไหลมาจากฝั่งตะวันออกได้เลย การผลิตนาฬิกาควอตซ์ของสวิสในขณะนั้นเป็นเพียงการชะลอเวลาประคองตัวไว้ให้พ้นระยะ ตื่นควอตซ์ พร้อมกับหวังว่านาฬิกาควอตซ์และนาฬิกากลไกสวิสจะกลับมาดีเหมือนเดิม


10 ปีแห่งการ “ตื่นควอตซ์” ที่ทำให้ชาวโลกตื่นตาตื่นใจกับความเที่ยงตรง
แต่เป็น 10 ปีที่เหมือนตกนรกของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเลยจริง ๆ.


จบตอนที่2






@T1


*

Tanz

  • ***
  • 157
    • View Profile

Quartz crisis#3
วิกฤติในวิกฤติ


อุตสาหกรรมนาฬิกาของสวิสถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญตัวหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากของสวิสเองแล้ว ประเทศที่อยู่รอบข้างสวิส เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน ก็เป็นแหล่งผลิตนาฬิกาและชิ้นส่วนที่สำคัญ การพึ่งพากันในลักษณะนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาอุตสาหกรรมนาฬิกา โรงงานผลิตชิ้นส่วนก็พึ่งพาโรงงานประกอบ โรงงานประกอบก็พึ่งพาชื่อเสียงของสวิส เมื่อเกิดวิกฤติ”ตื่นควอตซ์”มันจึงไม่ใช่แค่สวิสเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่เดือดร้อนกันไปทั่วยุโรป แต่สำหรับสวิสนั้นหนักที่สุด จำนวนแบรนด์นาฬิกา โรงงานผลิตในสายการผลิตขาดทุนเพราะความชะงักงันของยอดขาย ที่ยังอยู่ก็ไม่เหมือนเดิม บ้างก็ประคับประคองเพื่อให้พ้นสถานการณ์ และที่ต้องล้มหายตายจากไปก็เป็นจำนวนมาก


ในช่วงวิกฤติ แบ่งระดับความเสียหายในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ดังนี้
1.ระดับรับสถานการณ์ได้ กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มนาฬิกายอดบนสุด ส่วนใหญ่มักเป็นนาฬิกาเครื่องประดับ
2.ระดับวิกฤติ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ขาดสภาพคล่องเพราะการหดตัวของยอดขายนาฬิกา กลุ่มนี้จะมีการดิ้นรนสูง มักจะเป็นแบรนด์หรือโรงงานระดับกลางไปจนถึงระดับค่อนข้างสูง ที่อยู่ในช่วงกำลังขยายกิจการแล้วมาเจอวิกฤติ
3.ระดับที่ล้มเลิกกิจการไปแล้ว กลุ่มนี้จะมีมากที่สุด เพราะมีความอ่อนไหวกับสถานการณ์


การผลิตนาฬิกาของสวิสในสมัยนั้นมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มที่ใช้เครื่องของตนเอง และกลุ่มที่ใช้เครื่องมาตรฐาน  กลุ่มที่ใช้เครื่องของตัวเองมักจะเป็นแบรนด์เก่าแก่ มีทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ ส่วนกลุ่มที่ใช้กลไกมาตรฐานก็จะใช้เครื่องจากโรงงานผลิตกลไกโดยเฉพาะ ทำให้สามารถลดต้นทุนการพัฒนา แต่ทั้งสองกลุ่มได้รับผลกระทบหมด โรงงานผลิตเฉพาะกลไกเกือบทั้งหมดต้องเลิกกิจการหรือขายกิจการหรือควบรวมกิจการ ในภายหลังเหลือเพียงโรงงานเดียวก็คือโรงงาน ETA  ส่วนแบรนด์ทั้งหลายที่ไม่รอดก็จมหายไปกับวิกฤติ ที่ยังเหลืออยู่ก็พยายามจับมือกันรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่ออาศัยจุดเด่นของกันและกันเพื่อพยุงฐานะกันเอาไว้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการรวมตัวกันของกลุ่ม swatch group


หลังจากวิกฤติได้ระยะหนึ่ง อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกาะกลุ่มและเริ่มตั้งตัวได้ การตั้งตัวได้ยังไม่ได้หมายถึงก้าวเดินได้อย่างเข้มแข็ง แต่เพียงแค่ หยุดเลือดที่ไหลได้เท่านั้น ซึ่งหมายถึง หยุดการล้มหายตายจากของแบรนด์นาฬิกาสวิสไว้ได้  จากที่เคยโตแบบใครดีใครได้ ก็ปรับเป็น รวมกันเพื่อฝ่าวิกฤติ ในช่วงเวลานี้แบรนด์ดังหลายแบรนด์ที่เคยถือว่ากลไกของตัวเองเหนือกว่า กลับมายอมใช้เครื่องมาตรฐานเพื่อความอยู่รอด หลายแบรนด์พยายามเข็นนาฬิกาควอตซ์ออกมาเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าที่ยังภักดีกับแบรนด์แต่อยากใช้นาฬิกาควอตซ์  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้ความสนใจ


กลืนเลือดของตัวเองอย่างกล้ำกลืน อย่างอดทน
ก็เพื่อให้มีลมหายใจไว้เติบโตอีกครั้งในวันพรุ่งนี้.




จบตอนที่3




@T1

รอติดตามอ่านครับ ลุ้นว่าคุณgerald genta มาตอนไหน😊

Quartz crisis ทำให้ผมนึกถึง disruption ในวงการต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลยครับ ทุกวงการ ทุกอุตสาหกรรมล้วนแต่มี disruption เกิดขึ้นมาแต่ไหนแต่ไรมา
เพียงแต่ว่าในสังคมยุค digital social แบบนี้ ทำให้ disruption มันเห็นผลได้ไว จากที่อาจจะต้องรอดูผลเป็นหลักสิบๆปี ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาแค่ 1-2 ปีเท่านั้น
เหมือนเรื่องระบบธนาคาร เรื่องการสื่อสาร การส่งอาหารถึงบ้าน รอบตัวเราหมุนเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ


ผมเพิ่งเขียนเรื่อง Quartz crisis ไว้ใน blockdit เพื่อไว้ให้ตัวเองได้อ่านเอง แล้วเผื่อว่ามีคนสนใจจะอ่านบ้าง จะได้มาร่วมกันแชร์ความคิดเห็นกันบ้างครับ
https://www.blockdit.com/posts/5ffbeb7821142f0cc95f3b61


ในวิกฤติครั้งนั้น ก็เหมือนการคัดเลือกแบรนด์ที่ปรับตัวได้ไว แล้วก็มีความเข้มแข็งเพียงพอ สายป่านยาวพอ จนเหลือแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันจากหลักพันๆแบรนด์ เป็นแค่หลักสิบแบรนด์ในปัจจุบัน
ผมว่า การที่นาฬิกากลไกยังอยู่รอดได้ในกระแสแห่งดิจิตอล ความล้ำยุค คือการที่เรามองนาฬิกาเป็นความคลาสสิค เสียงเดินติ๊กๆของนาฬิกากลไก ทำให้เรารู้สึกเหมือนมันยังมีชีวิตอยู่ มีการเคลื่อนไหว มีความคลาดเคลื่อน ต้องตั้งเวลา ต้องหมุนเม็ดมะยม ต้องไขลาน ทำให้ได้รู้สึกได้ดูแล ทะนุถนอมสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งอยู่
่ซึ่งต่างกับสินค้าดิจิตอลต่างๆโดยสิ้นเชิงเลยครับ Smart watch มีประโยชน์ มีการตรวจวัดอะไรๆมากมายได้ มีความเที่ยงตรงแม่นยำกว่านาฬิกากลไกมากมาย แต่เวลาจับต้องสัมผัสก็ยังรู้สึกเหมือนเราจับเมาส์ จับคีย์บอร์ด จับโทรศัพท์ Smart phone ไม่ได้รู้สึกถึงความมีชีวิตของมัน
จุดนี้น่าจะเป็นจุดขายหนึ่งของนาฬิกากลไกที่ยังทำให้มีคนซื้อ มีคนสนใจ ขายกันได้ราคาแพงๆอยู่นะครับ (ไม่นับคนที่ซื้อเป็นทรัพย์สินลงทุนเพิ่มมูลค่านะครับ)

*

Tanz

  • ***
  • 157
    • View Profile
Quartz crisis ทำให้ผมนึกถึง disruption ในวงการต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลยครับ ทุกวงการ ทุกอุตสาหกรรมล้วนแต่มี disruption เกิดขึ้นมาแต่ไหนแต่ไรมา
เพียงแต่ว่าในสังคมยุค digital social แบบนี้ ทำให้ disruption มันเห็นผลได้ไว จากที่อาจจะต้องรอดูผลเป็นหลักสิบๆปี ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาแค่ 1-2 ปีเท่านั้น
เหมือนเรื่องระบบธนาคาร เรื่องการสื่อสาร การส่งอาหารถึงบ้าน รอบตัวเราหมุนเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ


ผมเพิ่งเขียนเรื่อง Quartz crisis ไว้ใน blockdit เพื่อไว้ให้ตัวเองได้อ่านเอง แล้วเผื่อว่ามีคนสนใจจะอ่านบ้าง จะได้มาร่วมกันแชร์ความคิดเห็นกันบ้างครับ
https://www.blockdit.com/posts/5ffbeb7821142f0cc95f3b61


ในวิกฤติครั้งนั้น ก็เหมือนการคัดเลือกแบรนด์ที่ปรับตัวได้ไว แล้วก็มีความเข้มแข็งเพียงพอ สายป่านยาวพอ จนเหลือแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันจากหลักพันๆแบรนด์ เป็นแค่หลักสิบแบรนด์ในปัจจุบัน
ผมว่า การที่นาฬิกากลไกยังอยู่รอดได้ในกระแสแห่งดิจิตอล ความล้ำยุค คือการที่เรามองนาฬิกาเป็นความคลาสสิค เสียงเดินติ๊กๆของนาฬิกากลไก ทำให้เรารู้สึกเหมือนมันยังมีชีวิตอยู่ มีการเคลื่อนไหว มีความคลาดเคลื่อน ต้องตั้งเวลา ต้องหมุนเม็ดมะยม ต้องไขลาน ทำให้ได้รู้สึกได้ดูแล ทะนุถนอมสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งอยู่
่ซึ่งต่างกับสินค้าดิจิตอลต่างๆโดยสิ้นเชิงเลยครับ Smart watch มีประโยชน์ มีการตรวจวัดอะไรๆมากมายได้ มีความเที่ยงตรงแม่นยำกว่านาฬิกากลไกมากมาย แต่เวลาจับต้องสัมผัสก็ยังรู้สึกเหมือนเราจับเมาส์ จับคีย์บอร์ด จับโทรศัพท์ Smart phone ไม่ได้รู้สึกถึงความมีชีวิตของมัน
จุดนี้น่าจะเป็นจุดขายหนึ่งของนาฬิกากลไกที่ยังทำให้มีคนซื้อ มีคนสนใจ ขายกันได้ราคาแพงๆอยู่นะครับ (ไม่นับคนที่ซื้อเป็นทรัพย์สินลงทุนเพิ่มมูลค่านะครับ)


ขอบคุณคุณ jeafish ที่ช่วยหาทางลงให้
บทความของคุณมีคุณค่ามาก มีอ้างอิง ความเป็นมาพร้อม
ส่วนที่ผมเขียน เขียนจากความทรงจำสมัยเรียน ที่เคยได้รับฟังมา เป็นกรณีศึกษาในห้องเรียน
ความทรงจำนั้นเลือนลางไปตามกาลเวลา
ขอบคุณอีกครั้ง.


@T1

Quartz crisis ทำให้ผมนึกถึง disruption ในวงการต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเลยครับ ทุกวงการ ทุกอุตสาหกรรมล้วนแต่มี disruption เกิดขึ้นมาแต่ไหนแต่ไรมา
เพียงแต่ว่าในสังคมยุค digital social แบบนี้ ทำให้ disruption มันเห็นผลได้ไว จากที่อาจจะต้องรอดูผลเป็นหลักสิบๆปี ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาแค่ 1-2 ปีเท่านั้น
เหมือนเรื่องระบบธนาคาร เรื่องการสื่อสาร การส่งอาหารถึงบ้าน รอบตัวเราหมุนเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ


ผมเพิ่งเขียนเรื่อง Quartz crisis ไว้ใน blockdit เพื่อไว้ให้ตัวเองได้อ่านเอง แล้วเผื่อว่ามีคนสนใจจะอ่านบ้าง จะได้มาร่วมกันแชร์ความคิดเห็นกันบ้างครับ
https://www.blockdit.com/posts/5ffbeb7821142f0cc95f3b61


ในวิกฤติครั้งนั้น ก็เหมือนการคัดเลือกแบรนด์ที่ปรับตัวได้ไว แล้วก็มีความเข้มแข็งเพียงพอ สายป่านยาวพอ จนเหลือแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันจากหลักพันๆแบรนด์ เป็นแค่หลักสิบแบรนด์ในปัจจุบัน
ผมว่า การที่นาฬิกากลไกยังอยู่รอดได้ในกระแสแห่งดิจิตอล ความล้ำยุค คือการที่เรามองนาฬิกาเป็นความคลาสสิค เสียงเดินติ๊กๆของนาฬิกากลไก ทำให้เรารู้สึกเหมือนมันยังมีชีวิตอยู่ มีการเคลื่อนไหว มีความคลาดเคลื่อน ต้องตั้งเวลา ต้องหมุนเม็ดมะยม ต้องไขลาน ทำให้ได้รู้สึกได้ดูแล ทะนุถนอมสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งอยู่
่ซึ่งต่างกับสินค้าดิจิตอลต่างๆโดยสิ้นเชิงเลยครับ Smart watch มีประโยชน์ มีการตรวจวัดอะไรๆมากมายได้ มีความเที่ยงตรงแม่นยำกว่านาฬิกากลไกมากมาย แต่เวลาจับต้องสัมผัสก็ยังรู้สึกเหมือนเราจับเมาส์ จับคีย์บอร์ด จับโทรศัพท์ Smart phone ไม่ได้รู้สึกถึงความมีชีวิตของมัน
จุดนี้น่าจะเป็นจุดขายหนึ่งของนาฬิกากลไกที่ยังทำให้มีคนซื้อ มีคนสนใจ ขายกันได้ราคาแพงๆอยู่นะครับ (ไม่นับคนที่ซื้อเป็นทรัพย์สินลงทุนเพิ่มมูลค่านะครับ)


ขอบคุณคุณ jeafish ที่ช่วยหาทางลงให้
บทความของคุณมีคุณค่ามาก มีอ้างอิง ความเป็นมาพร้อม
ส่วนที่ผมเขียน เขียนจากความทรงจำสมัยเรียน ที่เคยได้รับฟังมา เป็นกรณีศึกษาในห้องเรียน
ความทรงจำนั้นเลือนลางไปตามกาลเวลา
ขอบคุณอีกครั้ง.


@T1


ขอบคุณคุณ tanz เช่นกันครับ ผมก็ตามอ่านความคิดเห็นที่มีประโยชน์ของพี่อยู่ตลอดครับ